วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เปลี่ยนไปมากทีเดียว พี่ "เสก โลโซ" แต่ถ้าได้เห็นตอนพี่แก 20 ต้นๆนะ หล่อไม่เบาเลยแหละ ดูเลย!


นอกจากนี้ยังมีข้อความระบุด้วยว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายที่ Tower of London ประเทศอังกฤษนั่นเอง







 หลังจากที่ภาพนี้ถูกแชร์ออกไปได้ไม่นาน ก็มีเหล่าแฟนคลับต่างพากันเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างสนุกสนาน โดยมีหลายๆ ความเห็นจากแฟนคลับบอกด้วยว่า ใบหน้าตอนหนุ่มของเขามีลักษณะคล้ายกับ “เป้ อารักษณ์” อดีตสมาชิกวง Slur ยังไงยังงั้นเลย

แหม่ ก็ผ่านมาเป็นไม่รู้กี่ปีแล้ว ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างเป็นธรรมดา จริงไหมล่ะเฮีย

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แฟนปืนรอลุ้น! 'เวนเกอร์' คุยโครินเธียนส์เรื่อง 'ปาโต'


loading...

"เอดู" ผู้อำนวยการฟุตบอลของสโมสรโครินเธียนส์ ระบุ  อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือทีมอาร์เซนอล พูดคุยกับเขาเกี่ยวกับ อเล็กซานเดร ปาโต ดาวยิงชาวแซมบ้า...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 25 พ.ย. ว่า "เอดู" ผู้อำนวยการฟุตบอลของ โครินเธียนส์ สโมสรดังในลีกบราซิล ระบุ  อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้พูดคุยกับเขาเกี่ยวกับ อเล็กซานเดร ปาโต  กองหน้าชาวบราซิล

ปาโต  กำลังถูก เซาเปาโล ยืมตัวไปใช้งานอยู่ในเวลานี้ และสัญญายืมตัวจะหมดลงในเดือนมกราคม โดยมีข่าวว่าสโมสรดังจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง อาร์เซนอล,ลิเวอร์พูล,เชลซี และ ทอตแนม ฮอตสเปอร์  อยากได้ตัวไปร่วมทีม อย่างไรก็ตามล่าสุด เอดู ผู้อำนวยการฟุตบอลของโครินเธียนส์ ที่เคยเป็นนักเตะของอาร์เซนอล ภายใต้การคุมทีมของเวนเกอร์ เปิดเผยว่าเขาได้คุยกับเจ้านายเก่า ซึ่งเวนเกอร์ก็ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่อง ปาโต ด้วย

"ผมไม่ได้โปรโมตให้เขาซื้อปาโตนะ แต่ถ้ามีคนถามเกี่ยวกับเขาผมก็ตอบไป ผมได้คุยกันแล้วพวกเขาก็ยิงคำถามไม่ใช่เกี่ยวกับเขาเท่านั้นแต่เรื่องนักเตะของเราอีก 2-3 คนด้วย พวกเขารู้จักนักเตะเหล่านั้นดี ผมรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกับเวนเกอร์แล้วเขาก็ถามเรื่องปาโตแล้วก็คนอื่นๆด้วย" เอดู กล่าว

ที่มา:www.thairath.com
loading...

หงส์แดงจัดเต็ม!!!


ใครไม่ได้ดูเกมหงส์แดงบุกขยี้สิงโตน้ำเงิน ยกมือขึ้น!!! ถ้ายังไม่ได้ดู รีบไปหาไฮไลต์เกมจากในเน็ตมาดู เดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง...
ก่อนเกมพรีเมียร์ลีก ที่หงส์แดงจะบุกไปเยือนถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของทีมเชลซี มีหลายอย่างที่ดูอึมครึมมึนตึงอยู่บ้าง โดยเฉพาะชัยชนะนัดแรกในเกมลีกของ "เยอร์เกน คลอปป์" กุนซือชาวเยอรมันคนแรกแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ที่ยังเสาะหาไม่เจอ
แม้ก่อนหน้านี้ คลอปป์จะนำทัพหงส์แดงประเดิมชัยชนะแรกของตัวเองกับต้นสังกัดใหม่ไปแล้ว ในศึกแคปิตอล วัน คัพ แต่นั่นเป็นบอลถ้วย คนละความรู้สึกกับบอลลีก
4 นัดก่อนหน้านี้ที่คลอปป์ยืนบัญชาการอยู่ข้างสนาม เป็นเกม 3 รายการของลิเวอร์พูล ทั้ง พรีเมียร์ลีก, แคปิตอล วัน คัพ และ ยูโรปาลีก ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 3 และชนะ 1 ครั้ง
เกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงกลายเป็นความกดดันของเดอะ ค็อป ทั่วโลก เพราะกลัวผลที่ออกมา จะไม่เป็นไปตามหวัง
ก่อนหน้านี้ 10 นัดหลังสุดที่พบกันในทุกรายการ เชลซี ชนะ 5 เสมอ 4 ส่วนลิเวอร์พูล ชนะแค่นัดเดียวเท่านั้น ซึ่งต้องย้อนไปในเดือนพฤษภาคม 2012 นั่นเลย และถ้านับเฉพาะเกมลีกที่เคยบุกมาชนะเชลซี ก็ต้องย้อนลึกเข้าไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2011 อีกต่างหาก
และในเกมล่าสุด แค่ 4 นาที เดอะ ค็อป สันหลังวาบเมื่อต้องเห็นทีมรักตามหลัง 0-1 อย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเชื่อได้เลยว่า แทบไม่มีใครคิดว่านัดนี้ทีมจะได้ 3 แต้มเต็มกลับบ้าน
แต่รูปเกมกลับไม่เป็นเช่นนั้น แข้งหงส์แดงเลือดเบียร์ วิ่งเป็นม้าศึกนับตั้งแต่คลอปป์เข้ามาคุมทีม เปอร์เซนต์การครองบอลเหนือกว่าเชลซีแบบไม่มีให้เห็นบ่อยนัก และที่สำคัญ โอกาสทำประตูมีมากกว่าแบบบอลคนละชั้น
คงต้องยกความดีความชอบให้กับคลอปป์ และนักเตะ ที่เรียนรู้กันและกันมาตลอด 4 นัดที่ผ่านมา จนมาผลิดอกออกผลในนัดนี้
2 ประตูของ ฟิลิปเป คูตินโญ กับอีก 1 ประตูของ คริสเตียน เบนเตเก ช่วยให้หงส์แดงคืนชีพ กลับมาพลิกชนะเชลซี 3-1 และเป็นการประเดิมชัยชนะนัดแรกในเกมลีกให้กับกุนซือชาวเยอรมันผู้นี้ได้ สำเร็จ
ตลอด 90 กว่านาทีที่นั่งดูเกมนี้ บอกได้คำเดียวว่า เกมรุกของเครื่องจักรสีแดง กำลังเดินเครื่องเต็มพิกัดแล้ว แม้จะยังไม่เต็มสูบเต็มร้อย
แต่อีกไม่นาน เสียงเครื่องจักรสีแดง จะแผดเสียงคำรามลั่นในโลกลูกหนังอีกครั้งอย่างแน่นอน
JUPITER
ที่มา:www.thairath.com

ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพุ่ง! ส.อ.ท.เผยมั่นใจปีหน้ายอดผลิตรถยนต์แตะ 2 ล้านคัน


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือน ต.ค. ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 82.8 ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่ มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นระดับ 103.4 เพิ่มขึ้นจาก 102.6 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงสุดในรอบ 11 เดือน
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์ของประเทศไทยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อน 3.52% โดยมีการผลิตอยู่ที่ 165,381 คัน ขณะที่ภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวนรวม 1,597,140 คัน ซึ่งเป็นผลจากการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อนเป็นหลัก 63.84% ของยอดการผลิตทั้งหมด หรืออยู่ที่ 1,019,576 คัน ขณะที่ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศลดลง 36.16% อยู่ที่ 577,564 คัน
นายสุรพงษ์กล่าวว่า อีก 1 เดือนที่เหลือของปีนี้คือเดือน ธ.ค. กลุ่มยานยนต์มั่นใจว่ายอดการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยรวมตลอดปีนี้จะเป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้คือ 1.95 ล้านคัน เนื่องจากความต้องการซื้อรถยนต์ของประชาชนได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในต้นปีหน้า ประกอบกับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3-13 ธ.ค.นี้ จะช่วยกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อรถยนต์เร็วขึ้น ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศทำได้ 750,000 คัน ส่วนยอดผลิตเพื่อส่งออกยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีคาดทั้งปีทำได้ 1,200,000 คัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลุ่มยานยนต์ได้ประเมินแนวโน้มยอดขายรถยนต์ปี 2559 คาดว่าจะเติบโตได้ 3-4% สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าที่มีแนวโน้มขยายตัว 3-3.5% โดยมองแนวโน้มยอดผลิตรถยนต์ภาพรวมปีหน้าจะเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 2 ล้านคัน.

ที่มา:www.thairath.com

กองทุนหมู่บ้านแห่กู้แบงก์รัฐ สทบ.ปลื้มสมาชิก 80% ลงทุนการเกษตร


สมาชิกกองทุนหมู่บ้านแห่กู้เงิน 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ทะลุ 73% หรือ 46,166 ล้านบาท เกินความคาดหมาย ด้าน “สทบ.” เผยสมาชิกกู้เงินไปประกอบอาชีพเกษตรสูงถึง 80% เล็งยกระดับกองทุนเกรดซีและดีที่ฟื้นฟูแล้ว รับเงินรัฐอีก 1 ล้านบาท เป็นก้อนที่ 2 ก่อนที่กู้เงินแบงก์รัฐ

นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชน เมืองแห่งชาติ ที่มีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้รับทราบโครงการเงินกู้ 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้ตั้งแต่ช่วงที่นายสมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง ปรากฏว่า มีกองทุน หมู่บ้านเสนอขอกู้มา 8,091 กองทุน เป็นวงเงิน 11,160 ล้านบาท ขณะที่วงเงินกู้ก้อนใหม่ 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ที่ ครม.อนุมัติในช่วงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กองทุนหมู่บ้านเสนอขอกู้มา 50,050 กองทุน คิดเป็น 83% โดยอนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 46,166 ล้านบาท คิดเป็น 77% ของวงเงินทั้งสิ้น

“วงเงินที่อนุมัติไปแล้วนั้น กองทุนหมู่บ้านได้นำไปปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกทั้งหมด 2,893,351 ราย เฉลี่ยรายละ 15,000-20,000 บาท โดยนำเงิน ไปประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกร 80% อาชีพค้าขาย 15% และประกอบอาชีพอื่น 5% ซึ่งการขออนุมัติเงินกู้ดังกล่าวถือว่ารวดเร็วเกินความคาดหมาย ซึ่งในเบื้องต้นคิดว่าจะไม่ถึง 50% อย่างไรก็ตาม มาถึง ณ ขณะนี้ก็เริ่มที่จะช้าบ้างแล้ว คงต้องรอดูช่วงเดือน ธ.ค.ว่าจะเป็นอย่างไร”

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้อนุมัติการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านที่จะได้รับเงินล้านที่ 2 จากรัฐบาล เพิ่มเติมอีก 2,475 กองทุนเป็นวงเงิน 2,475 ล้านบาท และมีการโอนเงินให้กับกองทุนใหม่อีก 2 แห่ง รวม 2 ล้านบาท ที่เพิ่งตั้งและประกาศเป็นชุมชนใหม่ ในจังหวัดนนทบุรีและสมุทรสาคร รวมทั้งได้มีการพิจารณาเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับกองทุนที่มีการจัดทำแผนฟื้นฟูเพื่อให้ได้รับเงินล้านที่ 2 ซึ่งแผนฟื้นฟูได้จัดทำมาแล้ว 3 เดือน จบไปเมื่อวันที่ 16 พ.ย. แต่ยังต้องมี ขั้นตอนของแผนปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาบ้างที่ประชุมจึงอนุมัติให้เวลาในการจัดทำแผนปฏิบัติการอีก 3 เดือนระหว่าง ธ.ค.58-ก.พ.59 สำหรับ 16,091 กองทุนที่เหลือ ซึ่งจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการพร้อมกับการจัดอบรมพิเศษไปพร้อมกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จไม่ต่ำกว่า 50% ให้ได้รับเงินเพิ่มทุน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มซีและดี ซึ่งแต่เดิมวงเงินกู้ 60,000 ล้านบาท อัตราดอก เบี้ย 0% จะให้กู้เฉพาะกองทุนที่บริหารดีในระดับเอและบีเท่านั้น ขณะนี้กลุ่มซีและดี ได้รับการประเมินว่า ได้มีการพัฒนาเทียบเท่ากลุ่มเอและบีแล้ว 6,859 กองทุน จึงอยากมีส่วนร่วมในวงเงินกู้ด้วย แต่ในเรื่องนี้ สทบ.ต้องนำไปหารือกระทรวงการคลังอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร และมีความเหมาะสมหรือไม่

“หากกระทรวงการคลังเห็นชอบด้วย ก็ยังไม่แน่ใจว่าวงเงิน 60,000 ล้านบาท จะเหลือเท่าไหร่ หรือต้องเพิ่มวงเงินกู้อีกหรือไม่ แต่เท่าที่หารือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า สามารถรับได้ แต่มีเงื่อนไขว่า กองทุนที่จะต้องผ่านหลักเกณฑ์และได้รับเงินล้านที่ 2 แล้วเท่านั้น คือผ่านการเพิ่มทุนในระดับที่เรียกว่ามีความเข้มแข็ง และมีผลการประเมินผ่านมา 3 ปีแล้ว รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำแผนฟื้นฟูมาส่งและจะต้องให้ธนาคารรับรองอีกด้วย เพราะเป็นเจ้าหนี้ที่ย่อมรู้ดีว่าลูกค้าเป็นคนอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อน”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาวงเงินกู้ 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ว่ากองทุนหมู่บ้านต่างๆไม่มีค่าบริหารจัดการ เนื่องจากกู้เงินจากธนาคารมา 0% และปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 0% จึงมีการหารือว่า จะนำเงินส่วนใดมาใช้บริหารจัดการได้ ซึ่งได้มีข้อเสนอให้นำเงินประกันความ เสี่ยงที่แต่ละกองทุนสะสมมาจากระเบียบเดิมในสัดส่วน 5-10% ของวงเงินที่ปล่อยกู้ นำมาใช้ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นมติที่ประชุมของสมาชิก ไม่ใช่เพียงมติของคณะกรรมการเป็นผู้เห็นชอบ แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุป โดยให้ตัวแทนกองทุนหมู่บ้านไปหารือกับเครือข่ายให้เกิดความชัดเจนก่อน ถ้าได้ข้อสรุปอย่างไรให้นำเสนอ สทบ.เพื่อพิจารณาให้เกิดความรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับยอดการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านของธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. วงเงิน 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% นั้น ล่าสุด ธ.ก.ส.ปล่อยกู้หมดแล้ว 30,000 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารออมสินปล่อยกู้ไปแล้ว 25,000 ล้านบาท ยังเหลือ อีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะปล่อยกู้ได้ครบทั้งหมด 30,000 ล้านบาท.

ที่มา:thairath.com

เศรษฐีไทยไม่กลัวภาษีรถยนต์ใหม่


นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ม.ค.2559 คาดว่า กรมสรรพสามิตจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอีก 5,000-10,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาของรถยนต์แพงขึ้น ขณะที่ความต้องการ ของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเป็นบวกครั้งแรกในรอบหลายเดือน และคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ ยอดขายรถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 700,000 คัน และอีก 1.3 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนในปีหน้านั้น ผู้ผลิตรถยนต์คาดว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศจะอยู่ที่ 800,000 คัน และผลิตเพื่อการส่งออก 1.2 ล้านคัน โดยคงระดับการผลิตรถยนต์เอาไว้ที่ปีละ 2 ล้านคัน
“ยอดขายรถยนต์ในเดือน ต.ค.58 เริ่มดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเรื่องโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถเร็วขึ้น แทนที่จะเป็นปีหน้า เนื่องจากกลัวเสียภาษีแพงขึ้น”
สำหรับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2559 กระทรวงการคลัง ได้กำหนดเป้าหมายให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ 496,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่แล้ว 57,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เตรียมที่จะปรับเป้าการจัดเก็บรายได้ของกรมจัดเก็บภาษีใหม่ ซึ่งรวมถึงกรมสรรพสามิตด้วย เนื่องจากการกำหนดเป้าหมายรายได้ของกรมดังกล่าว ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า จะต้องปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีก 1 บาท หรือปรับเพิ่มจาก 4.25 บาท/ลิตร เป็น 5.25 บาท/ลิตร แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ประกาศเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันดังกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้รายได้ของกรมลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการภาษีรถยนต์ใหม่ จะจัดเก็บจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 150 กรัม/กิโลเมตร จะเสียภาษีในอัตราเดิมที่ 30% หากปล่อยในอัตราสูงกว่านี้ อัตราภาษีก็จะปรับเพิ่มขึ้น กรณีรถกระบะ หากปล่อย CO2 ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร จะยังเสียภาษีในอัตราเดิมที่ 3% หากปล่อยค่า CO2 สูงกว่ากำหนดจะเสียภาษีในอัตรา 5% ซึ่งในกรณีรถกระบะจะมีภาระภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น 20,000-30,000 บาทต่อคัน.

ที่มา:www.thairath.com

ธปท.ลดหนี้กองทุนฟื้นฟู



ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ได้ออกรายงานการบริหารหนี้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2555 หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ล่าสุด ณ วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เดือนแรกของปีงบประมาณปี 59 กองทุนฟื้นฟูฯ มีการจ่ายชำระหนี้ทั้งสิ้น 2,336.38 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเงินนำส่งจากสถาบันการเงินไปจ่ายอัตราดอกเบี้ยจากพันธบัตร

ทั้งนี้ผลจากการจ่ายหนี้ในเบื้องต้น ส่งผลให้ยอดการชำระหนี้สะสมอยู่ที่ 277,667.41 ล้านบาท แบ่งเป็นการจ่ายอัตราดอกเบี้ย 138,152.33 ล้านบาท และจ่ายคืนเงินต้น 139,515.08 ล้านบาท ส่วนการบริหารจัดการหนี้ที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดคงค้างเงินต้นเหลือ 998,790.80 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นจากพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ ระยะที่สอง พ.ศ.2545 (พันธบัตร FIDF 3) 595,677.83 ล้านบาท และเงินต้นพันธบัตรตามพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดการเงินกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ.2541 (พันธบัตร FIDF 1) อีกจำนวน 403,112.97 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนฟื้นฟูฯมียอดหนี้สะสมตั้งแต่ปี 2540 หลังจากฟองสบู่แตกจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท และตั้งแต่ พ.ร.ก.ฉบับใหม่มีบังคับใช้หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯลดลงและปัจจุบันยอดหนี้ลดต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท.

ที่มา:thairath.com